วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เราได้ประโยชน์อะไรจากงานการฟิค อย่างไรบ้าง




ทำให้ ภาพดูขาวสวยขึ้นน สามารถแต่งภาพได้
และเพิ่มคว่มสวยงามให้กับภาพมากขึ้น

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552


ปากกา
กำเนิดปากกา
นอกจากตัวอักษรหรือตัวหนังสือซึ่งมนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาใช้แล้ว " เครื่องมือ " หรือ " อุปกรณ์ " ที่ใช้สำหรับการขีดเขียนก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะกว่าที่เราจะเขียนหนังสือด้วย "ปากกา " หรือ " ดินสอ " ดังเช่นในปัจจุบันนี้ มนุษย์ต้องใช้เวลาในการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการขีดเขียนเป็นเวลานานหลายพันปี
ในยุคอดีตมนุษย์อาจจะใช้นิ้วจุ่มดินหรือหินสี ที่บดเป็นผงผสมกับยางไม้ หรือกาวจากหนังสัตว์ ขีดเขียนบนผนังถ้ำหรือเพิงผา ต่อมาอาจใช้ ดิน หิน ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยการนำมาฝนหรือทำให้เป็นแท่งเพื่อความสะดวกในการขีดเขียน เช่น นำหินชนวนมาทำเป็นดินสอหิน สำหรับเขียนบนกระดานชนวน หรือการทำชอล์กจากผงแคลเซียมซัลเฟต จากเกลือจืด หรือยิปซัมผสมน้ำ แล้วทำให้เป็นแท่งเพื่อสะดวกในการใช้งาน เช่นในปัจจุบันนี้

วิวัฒนาการของการเขียน
จากการเขียนบนฝาผนังถ้ำ นำมาสู่การเขียนบนแผ่นไม้หรือแผ่นโลหะ ตลอดถึงการเขียนบนใบไม้ (เขียนหรือจารคัมภีร์โบราณลงบนใบลาน) มาจนถึงการประดิษฐ์กระดาษขึ้นใช้ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มนุษย์ได้มีการพัฒนาเครื่องมือและกรรมวิธีในการเขียนมาอย่างต่อเนื่อง
ชาวอียิปต์โบราณเป็นชาติแรกที่ใช้แปรงเขียนหนังสือบนแผ่นกระดาษที่ทำจากต้นปาปิรุส (papyrus) เป็นการเริ่มต้นวิธีการเขียนด้วยการปล่อยหมึกหรือสีบนแผ่นรองเขียน เช่นเดียวกับการเขียนหนังสือด้วยพู่กันของจีนและญี่ปุ่น ซึ่งอาจเป็นแนวความคิดเบื้องต้นที่พัฒนาไปสู่การประดิษฐ์ปากกา
ชาวกรีกโบราณประดิษฐ์ปากกาขึ้นจากต้นกกไส้กลวง โดยการปาดให้มีปากหลายๆแบบ ทำให้เขียนเส้นได้หลายขนาด ปากกานี้ไม่ใช้หมึกแต่ใช้เขียนบนผิวไม้ที่เคลือบขี้ผึ้งไว้ ทำให้เกิดรอยเป็นตัวอักษรบนผิวขี้ผึ้ง


[แก้ไข] ปากกาแพร่หลายในอังกฤษ
การนำวัสดุผิวเรียบมาเป็นสิ่งรองเขียนก่อให้เกิดการพัฒนา เครื่องเขียนที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับการใช้สอย มนุษย์เริ่มนำขนนกหรือขนห่านมาทำเป็น ปากกา เรียกว่า ปากไก่สามารถเขียนได้คมชัดและเขียนติดต่อกันได้นาน
ในศตวรรษที่ 5 ปากไก่ เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในประเทศอังกฤษ นับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการเขียนหนังสือของชาวตะวันตก ในขณะที่ชาวตะวันออกยังนิยมใช้พู่กันไม้อยู่ แต่ทั้ง "ปากไก่" และ "พู่กัน" ไม่มีหมึกในตัวเอง ต้องจุ่มหมึกทุกครั้งที่ใช้เขียนทำให้เขียนได้ไม่สะดวก
ต่อมาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 มนุษย์เริ่มประดิษฐ์ ปากกา ที่มีปากเป็นโลหะและมีรอยผ่าตรงกลางปาก ทำให้เขียนได้นานโดยไม่ต้องจุ่มหมึกทุกครั้งที่เขียน
ในประเทศอังกฤษมีการทำปากกาชนิดนี้ขึ้นใช้กันอย่างแพร่หลาย มีการผลิต ปากกา ที่ปลายปากทำด้วยวัสดุต่างๆกัน เช่น เขาสัตว์ เปลือกหอย เหล็กและทอง มีการผลิตกันมากขึ้นจนกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม แข่งขันกันในเรื่องของความสวยงาม พร้อมกับประดิษฐ์กล่องและที่ใส่หมึกควบคู่ไปกับปากกาด้วย แม้ว่าจะได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถประดิษฐ์ปากกาที่มีหมึกในตัวเองได้

[แก้ไข] บิดาแห่งการประดิษฐ์ปากกาหมึกซึม
ปี ค.ศ. 1884 Lewis Edson Waterman ได้ผลิตปากกาที่มีหมึกในตัว เรียกว่า ปากกาหมึกซึม (Fountain pen ) ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่า Waterman เป็นบิดาแห่งการประดิษฐ์ปากกาหมึกซึม มีการคิดค้นพัฒนาปากกาชนิดนี้ให้มีคุณภาพดีขึ้น สะดวกในการใช้งานและมีรูปทรงสวยงาม ผลิตในระดับอุตสาหกรรมทั้งในอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ สืบต่อมาจนถึงในปัจจุบัน มีนักประดิษฐ์ปากกาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี อาทิเช่น George Parker, Walter A. Sheaffer เป็นต้น และได้ครอบครองความเป็นจ้าวแห่งเครื่องมือสำหรับการเขียนมาโดยตลอดเป็นเวลานานหลายสิบปี
ในปี ค.ศ. 1900 ปากกาหมึกซึม ได้พบคู่แข่งใหม่นั่นก็คือปากกาลูกลื่น ปากกาที่มีลูกกลิ้ง ( Ball ) กลมๆเล็กๆ อยู่ที่ปลายปาก เวลาเขียนลูกกลมๆเล็กๆนี้จะหมุน ( กลิ้ง ) ทำให้หมึกออกมาติดบนกระดาษ ปากกาชนิดนี้เกิดขึ้นมาประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว โดยชาวอเมริกาชื่อ จอห์น เอช. ลาวด์ เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ขีดเขียนบนพื้นที่หยาบๆ ซึ่งไม่ใช่กระดาษ
ปลายปี ค.ศ. 1930 นักหนังสือพิมพ์และศิลปินชาวฮังกาเรียน ชื่อ ไบโร ได้ประดิษฐ์ปากกาลูกลื่นขึ้นมาใหม่ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการนิตยสารฉบับหนึ่ง ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ไบโรได้เกิดแนวความคิดจากหมึกแห้ง ( Quick - drying ink ) ที่ช่างพิมพ์ในโรงพิมพ์นั้นใช้พิมพ์หนังสือ จึงคิดหาวิธีนำหมึกชนิดนี้มาบรรจุลงในปากกา โดยที่หมึกจะไม่ไหลและหยดออกมาจนเปื้อนกระดาษ ในที่สุดก็ประดิษฐ์ปากกาที่ใช้หมึกแห้งขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่งก็คือ ปากกาลูกลื่น ( Ball - point pen ) สามารถใช้ขีดเขียนโดยไม่มีหมึกหยดและไหลเปรอะเปื้อนเหมือนปากกาหมึกซึมแบบเก่า

[แก้ไข] เส้นทางของปากกาลูกลื่น
ปี ค.ศ. 1938 ไบโรได้ทำการจดทะเบียนสงวนลิขสิทธิ์ แต่ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นมาก่อน เขาจึงได้หนีนาซีไปอยู่ที่ฝรั่งเศส สเปน และเร่ร่อนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไปอยู่ที่ประเทศอาร์เจนตินา
ต้นปี ค.ศ. 1940 ณ กรุงบัวโนส ไอเรส ไบโรได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชายซึ่งเป็นนักเคมีผลิตปากกาลูกลื่นออกจำหน่าย แต่เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ เขาจึงขายลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์นี้ให้กับราชการทหารของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในราคาไม่กี่เหรียญ ภายหลังลิขสิทธิ์ได้ถูกขายต่อให้กับบริษัท BIC ( ของฝรั่งเศส ) ทำการผลิตปากกาลูกลื่นยี่ห้อ BIC ออกจำหน่ายไปทั่วโลก ในระหว่างปี ค.ศ. 1950 - 1980 สามารถจำหน่ายได้กว่า 10 ล้านด้าม / วัน
ในขณะเดียวกับที่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริงกลับไม่ประสบกับความสำเร็จในชีวิต สิ่งที่คงเหลืออยู่ก็คือความภูมิใจในสิ่งประดิษฐ์ที่คนทั่วโลกรู้จักและใช้ประโยชน์มาตราบเท่าทุกวันนี้


หญ้าแฝกจัดเป็นหญ้าเขตร้อนที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ กระจัดกระจายทั่วไปในสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งในประเทศไทยจะพบหญ้าแฝกขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ทั่วไปจากที่ลุ่มจนถึงที่ดอน สามารถขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vetiveria zizanioides เป็นพืชตระกูลหญ้าขึ้นเป็นกอหนาแน่น เจริญเติบโตโดยการแตกกออย่างรวดเร็ว เส้นผ่าศูนย์กลางกอประมาณ 30 เซนติเมตร ความสูงจากยอดประมาณ 0.5 ถึง 1.5 เมตร ลักษณะใบแคบยาวประมาณ 75 เซนติเมตร ความสูงจากยอดประมาณ 75 เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ค่อนข้างแข็ง หากนำมาปลูกติดต่อกันเป็นแนวยาวขวางแนวลาดเทของพื้นที่ กอซึ่งอยู่เหนือดินจะแตกกอติดต่อกันเหมือนรั้วต้นไม้ สามารถกรองเศษพืชและตะกอนดิน ซึ่งถูกน้ำชะล้างพัดพามาตกทับถมดินติดอยู่กับกอหญ้าเกิดเป็นคันดินตามธรรมชาติได้ หญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากลึกเจริญเติบโตในแนวดิ่งมากกว่าออกทางด้านข้างและมีจำนวนรากมากจึงเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี รากจะประสานติดต่อกันแน่นหนาเสมือนม่านหรือกำแพงใต้ดิน สามารถกักเก็บน้ำและความชื้นได้ ระบบรากแผ่ขยายกว้างเพียง 50 เซนติเมตร โดยรอบกอเท่านั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อพืชที่ปลูกข้างเคียง จัดเป็นมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้ดินมีความชื้นและรักษาหน้าดิน เพื่อใช้สำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำดังกล่าวเป็นวิธีการที่ง่ายน้อยมาก ซึ่งจะเป็นการนำไปสู่การพัฒนาระบบเกษตรกรรมในเขตพื้นที่การเกษตรน้ำฝนให้มีความมั่นคงและยั่งยืน สามารถน้ำวิธีการนี้ไปใช้ในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น พื้นที่สองข้างของทางคลองชลประทานอ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ป่าไม้ ป้องกันขอบตลิ่ง คอสะพาน ไหล่ถนน เป็นต้น


รถยนต์พลังลม หรือ Air Car ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Motor Development International โดยหลักการทำงานพื้นฐานของรถอัดลมดังกล่าวก็คือ ภายในรถจะมีถังไฟเบอร์สามารถอัดลมเข้าไปเก็บไว้ได้ถึง 52 แกลลอน ก่อนที่จะส่งต่อให้กับเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เมื่อเติมลมจนเต็ม (ใช้เวลา 3 นาที) จะสามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 93 ไมล์ หรือประมาณ 150 กิโลเมตรค่ะ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 3.26 เหรียญฯ หรือประมาณ 115 บาท ประหยัดดีจังเลยนะคะ แต่ความเร็วของรถยนต์คันนี้ก็สามารถเร่งได้สูงสุด 40 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นเอง
เท่าที่ดูจากคลิปวิดีโอ การอธิบายถึงเทคโนโลยีในการนำลมไปใช้ผลิตพลังงานให้กับเครื่องยนต์ไม่ค่อยมีการพูดถึงรายละเอียดสักเท่าไร ทำให้ดูแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อถือมากนัก เนื่องจากหลักฟิสิกส์พื้นฐานทีเราเรียนรู้กันมาตั้งแต่สมัยมัธยมก็คือ เมื่อมีการส่งถ่ายพลังงานชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่งมันย่อมมีการสูญเสียพลังงานไปบางส่วน ซึ่งในที่นี้เราต้องใช้พลังงานไฟฟ้าไปสร้างพลังงานกล เพื่อบีบอัดอากาศเข้าไปในถัง หลังจากนั้นแปลงพลังงานลมที่เก็บในถังไปขับเคลื่อนเครื่องยนต์เพื่อให้ล้อรถหมุนอีกทีหนึ่ง ไม่รู้ว่า คำตอบที่ได้มันคุ้มค่ากับประสิทธิภาพของรถที่ได้ หรือเปล่า หากเทียบกับการใช้แบตเตอรี่ และไฮโดรเจนที่อันตรายกว่า งานนี้ก็ต้องรอดูกันไป...

นกยูงไทย




นกยูงไทย
สัตว์ปีก
Green Peafowl
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pavo muticus
ลักษณะทั่วไป เป็นนกขนาดใหญ่มาก ความยาววัดจากปลายปากถึงปลายหางประมาณ 102 - 245 เซนติเมตร ทั้งเพศผู้และเพศเมียมีหงอนเป็นพู่สีเหลืองชี้ตรงอยู่บนหัว ต่างจากนกยูงอินเดียซึ่งเป็นรูปพัด บนหัวและคอเป็นขนสั้น ๆ สีเขียวเหลือบน้ำเงิน หน้ามีสีฟ้า ดำ และเหลือง ขนคอ หน้าอกและหลังตรงกลาง ขนมีเหลือบน้ำเงินแก่ล้อมด้วยสีเขียวและสีทองแดง นกยูงตัวผู้มีแพนขนปิดหางยาวหลายเส้น ตรงปลายมีดอกดวง "แววมยุรา" ตรงกลางดวงมีสีน้ำเงินแกมดำอยู่ภายในพื้นวงกลมเหลือบเขียว ล้อมรอบด้วยรูปไข่สีทองแดง เมื่อนกยูงรำแพนจึงเป็นรูปพัดขนาดใหญ่มีสีสันสวยงามมาก นกยูงตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย และมีเดือยสั้นกว่า ขนของตัวเมียมักมีสีน้ำตาลแดงแทรกอยู่เป็นคลื่น ถิ่นอาศัย, อาหาร นกยูงมีการกระจายพันธุ์ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะชวา ในประเทศไทยพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก นกยูงกินทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ เมล็ดหญ้า เมล็ดของไม้ต้น ธัญพืช ผลไม้สุก แมลง ตัวหนอน ไส้เดือน งู และสัตว์ขนาดเล็ก พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ นกยูงอาศัยตามป่าทั่วไปในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นฝูงเล็กๆ หลังช่วงฤดูผสมพันธุ์มักพบตัวเมียอยู่กับลูกตามลำพัง มักออกหากินในช่วงเช้าและบ่าย ตามชายป่าและริมลำธาร ตอนกลางคืนมักจับคอนนอนตามกิ่งไม้ค่อนข้างสูง การเกี้ยวพาราสีกันของนกยูงเริ่มเมื่อนกยูงตัวเมียหากินเข้าไปดินแดนของนกตัวผู้ ตัวผู้จะร่วมเข้าไปหากินในฝูงด้วย และแสดงการรำแพนหาง กางปีกสองข้างออกพยุงลำตัว ชูคอขึ้นแล้วย่างก้าวเดินหมุนตัวไปรอบ ๆ ตัวเมีย การรำแพนหางจะใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที หากตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะย่อตัวลงให้ตัวผู้ขึ้นผสมพันธุ์ นกยูงทำรังบนพื้นดินตามที่โล่งหรือตามซุ้มกอพืช อาจมีหญ้าหรือใบไม้แห้งมารองรัง วางไข่ครั้งละ 3 - 6 ฟอง เริ่มฟักไข่หลังจากออกไข่ฟองสุดท้ายแล้ว โดยใช้เวลาฟักทั้งสิ้น 26 - 28 วัน ลูกนกแรกเกิดมีขนอุยคลุมทั่วตัว สามารถยืนและเดินตามแม่ไปหาอาหารได้ทันทีที่ขนแห้ง โดยลูกนกจะตามแม่ไปหากินไม่น้อยกว่า 6 เดือน จากนั้นจึงหากินตามลำพัง สถานภาพปัจจุบัน นกยูงในป่าธรรมชาติค่อนข้างหายาก และปริมาณน้อย นอกจากบางแห่ง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ยังพบได้บ่อย และปริมาณปานกลาง กฎหมายจัดให้นกยูงไทยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 สถานที่ชม สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

แว่นตา Alain Mikli และ Starck



Starck เปิดตัวแว่นรุ่น Alux (limited edition) ที่ผลิตเพียง 1,000 ตัวทั่วโลกในราคา 72,000 บาท

บริษัท ริชชี่ วิชั่น จำกัด (ร้าน Infinity Gallery) ผู้นำเข้า และจำหน่ายแว่นตา Alain Mikli และ Starck ในประเทศไทยเปิดตัวสินค้าใหม่สุดหรูรุ่น limited edition ที่ผลิตเพียง 1,000 ชิ้นทั่วโลก โดยได้รับการออกแบบจากดีไซน์เนอร์ชื่อก้องโลกอย่าง Mr. Philippe Starck ด้วยสรีระศาสตร์แห่งการโอบกอด จึงได้ประดิษฐ์คิดค้นแว่นตาสำหรับอนาคต โดยได้ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ และความชำนาญด้านเทคนิค จนเกิดแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Biovision ขึ้นมา ภายใต้คำนิยาม แว่น starck ว่าเป็น "ปรากฎการณ์แห่งจินตนาการที่สอดคล้องกับมนุษย์" และด้วยวัสดุที่ก้าวล้ำนำสมัยด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม น้ำหนักที่เบา กับ Aluminium (อะ-ลู-มิ-เนียม) ซึ่งเป็นวัสดุตัวนี้มีความทนทานต่อสภาพอากาศและการกัดกร่อนของน้ำ และยังเบากว่าไทเทเนียมเป็น 2 เท่า แล้วเบากว่าโลหะทั่วไปถึง 3 เท่าอีกด้วย ในราคาที่จำหน่ายทั่วโลกคือ 72,000 บาท
นายก่อเกียรติ เกียรตินิพูล กรรมการผู้จัดการร้าน Infinite Gallery กล่าวว่า จากการที่บริษัทได้นำเข้า และจัดจำหน่ายแว่นตา Alain Mikli และ Starck มากว่า 4 ปี ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการออกแบบ และคิดค้นครั้งสำคัญของดีไซน์เนอร์ชื่อก้องโลกอย่าง Mr.Philippe Starck ด้วยการวิจัยเป็นระยะเวลานานกว่า 4 ปี ที่ Mr.Alain Mikli และ Mr. Philippe Starck ได้คิดค้นวัสดุที่ก้าวล้ำนำสมัยด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม น้ำหนักที่เบา รวมถึงความทนทานต่อการเกิดผลกระทบจากสาเหตุของการใช้งาน Aluminium (อะ-ลู-มิ-เนียม) เป็นวัสดุที่เกิดจากการหลอมละลายของอะตอมไดออกไซด์และเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเปลือกโลก ที่สามารถค้นพบได้ตามธรรมชาติ อาทิ ในน้ำ อาหารหรือแม้กระทั่งร่างกายของมนุษย์ ซึ่งวัสดุตัวนี้มีความทนทานต่อสภาพอากาศและการกัดกร่อนของน้ำ อีกทั้งเป็นวัสดุที่ได้ชื่อว่าเบากว่าไทเทเนียมเป็น 2 เท่า แล้วเบากว่าโลหะทั่วไปถึง 3 เท่าเลยทีเดียว และที่สำคัญยังเป็นวัสดุธรรมชาติที่นำกลับมาใช้ได้อีก 100% ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
นายก่อเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้อะลูมิเนียมถูกหยิบยกมาเป็นวัสดุที่ผลิตแว่นตาคอลเล็กชั่น Alux (เอ-ลู-เอ็กซ์) ซึ่งได้นำกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่ได้จากกระบวนการกลั่นกรองทางความคิดอย่างรอบคอบ ผนวกกับความสวยงาม ความสง่างามในแบบฉบับที่ลงตัว เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความทันสมัยได้อย่างเยี่ยมยอด โดยเฉพาะนวัตกรรมใหม่ของการออกแบบในการทำหน้าแว่นให้เป็นชิ้นเดียวกัน โดยไม่มีการเชื่อมต่อของโลหะเลยแม้แต่น้อย หรือแม้กระทั่งการดีไซน์ขาแว่นตาในรูปลักษณ์ที่ออกแบบโดยใช้ยางพิเศษห้อหุ้มขาแว่นไว้ ก่อให้เกิดความสบายและกระชับใบหน้าเวลาที่สวมใส่มากขึ้น จากคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมานี้จึงทำให้ Alux มีความโดดเด่นทางด้านวัสดุที่นำมาผลิตที่ถือได้ว่าก้าวล้ำ รวมถึงการออกแบบดีไซน์ยังคงยึดแนวความคิดเดิม (Biovision) ของ starck ที่มีจุดเด่นตรงขาแว่นตาที่สามารถหมุนได้รอบเสมือนหัวไหล่ของมนุษย์ มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คอลเล็กชั่น Alux นี้ได้มีการออกรุ่น very limited edition ซึ่งมีอยู่แค่ 1,000 ตัวทั่วโลก โดยจะมีรุ่นที่เป็น optical frames จำนวน 500 ตัว และรุ่น solar frames จำนวน 500 ตัวเช่นกัน ราคาต่อตัวอยู่ที่ 72,000 บาท ซึ่งในรุ่น limited edition นั้นจะมีการแกะสลักตัวเลขไว้ที่ตัวแว่น พร้อมกันนั้น Starck ยังได้ถือโอกาสเปิดตัวรุ่น Alux ทั่วไปนั้นราคาของ optical frame จะอยู่ประมาณ 30,000 บาท ส่วน sunglasses จะอยู่ที่ 33,200 บาท
"ด้วยศักยภาพในการผลิตจนก้าวมาสู่ความเป็นผู้นำในตลาดแว่นตาระดับโลก Alain Mikli และ Starck ได้ขยายสินค้าให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการสวมใส่สบาย โดยจะเพิ่มความเก๋ และความสวยงามของสีสันที่สะดุดตามากขึ้นของกรอบแว่นใน concept ที่ทางดังนั้น starck จึงเหมาะสมกับผู้ที่รักความโดดเด่น และต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้ตนเอง กับแว่นตา design ที่บ่งบอกถึงอารมณ์ความเป็นตัวตนของตัวเองอย่างที่สุด" นายก่อเกียรติ กล่าวในที่สุด

สหรัฐเปิดตัวสุนัขโคลนนิ่งจากสุนัขกู้ภัยในเหตุวินาศกรรม 9/11
18 มิ.ย. 52 11.51 น.
อ่าน
3,900 ครั้ง
เลือกขนาดตัวอักษร :

สนับสนุนเนื้อหา
สหรัฐเปิดตัวสุนัขโคลนนิ่งจากสุนัขกู้ภัยในเหตุวินาศกรรม 9/11
สหรัฐเผยโฉมสุนัข 5 ตัวที่ลอกแบบพันธุกรรมหรือโคลนนิ่งมาจากสุนัขกู้ภัยตัวหนึ่ง ซึ่งเคยสร้างวีรกรรมในการค้นหาผู้รอดชีวิตรายสุดท้ายที่ติดอยู่ใต้ซากปรัก หักพังของตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์จากเหตุวินาศกรรม 9/11
สุนัขกู้ภัย ตัวนี้เป็นสายพันธุ์ เยอรมัน เชพเพิร์ด มีชื่อว่า ทรักเกอร์ เป็นสุนัขคู่ใจของ นายเจมส์ ซิมมิงตัน อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวแคนาดา แต่มันได้ตายลงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อมีการเผยโฉมสุนัข 5 ตัวที่โคลนนิ่งมาจากทรักเกอร์ จึงสร้างความดีใจให้แก่นายซิมมิงตันเป็นอย่างมาก และเขาก็จะได้เป็นเจ้าของสุนัขทั้ง 5 ตัวนี้ด้วย
นายซิมมิงตัน ได้เป็นเจ้าของสุนัขเหล่านี้ หลังคว้าชัยในการแข่งขันเฟ้นหาสุนัขที่ควรค่าแก่การถูกโคลนนิ่งมากที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัทไบโออาร์ทส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐ ซึ่งนายซิมมิงตันก็หวังว่า สุนัขทั้ง 5 ตัวจะเจริญรอยตามทรักเกอร์ต่อไป
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไบโออาร์ทส์ อินเตอร์เนชั่นแนลยอมรับว่า คนทั่วไปคงไม่สามารถรับบริการโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงได้ เพราะค่าใช้จ่ายในการโคลนนิ่งสุนัขแต่ละตัวอยู่ที่ 144,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.8 ล้านบาทโดยเฉลี่ย แต่ถ้าสุนัขที่เลี้ยงไว้มีความพิเศษจริงๆ และผู้เลี้ยงก็มีเงินมากพอในการนี้ ก็สามารถมารับบริการโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงได้ เช่นกรณีของทรักเกอร์ ที่ทางบริษัทเห็นว่าสมควรโคลนนิ่งมันขึ้นมาใหม่ เพราะมันเป็นสุนัขที่สร้างวีรกรรมสมควรแก่การยกย่องอย่างแท้จริง